ยินดีต้อนรับสู่ โลกแห่งความรู้ GTR :: ความสำเร็จอยู่ไม่ไกล เราพร้อมติดปีกให้คุณ    
   
Home   About   Vision   Mission   Core Network   Editor   Course   Webboard   Classified   Contact us  
General   Management   HRD   Marketing   Leadership   Leisure & Style   Finance & Accounting   Book Review   Gadget    
     
 
 
 
Member Login
   
Username :
Password :
 
Forgot Password? :Click
::Sign Up ::
 
     
 
•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••
•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••
•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••
•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••
•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••
•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••
General
Management
HRD
Marketing
Leadership
Leisure & Style
Finance & Accounting
Book Review
Gadget
Education
 
 
 
     
   
 
 
 
ความร่วมมือในการลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน PPP

เป็นที่ทราบกันว่าประเทศไทยมีความจำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณเป็นจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและนโยบายสวัสดิการทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายจ่ายประจำที่จำเป็นสำหรับคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน ทำให้สัดส่วนงบประมาณรายจ่ายลงทุนซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นได้ไม่มากนัก ส่งผลให้รัฐบาลไม่สามารถนำเม็ดเงินมาใช้ในการพัฒนาประเทศและสนับสนุนการลงทุนได้อย่างเพียงพอ ประกอบกับความต้องการเม็ดเงินเพื่อใช้ในการลงทุนของส่วนราชการต่างๆ ตามแผนบริหารราชการแผ่นดินมีจำนวนมาก ในขณะที่งบประมาณที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีเป็นไปอย่างจำกัด จึงจำเป็นต้องหาทางออกสำหรับการเพิ่มรายจ่ายลงทุนของประเทศ นั่นคือ การนำโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน PPP (Public Private Partnerships) มาใช้ในการเพิ่มขีดความสามารถในการลงทุนของภาครัฐ

Public Private Partnerships หรือ PPP คือ การให้เอกชนเข้ามีส่วนร่วมกับภาครัฐในการนำส่งบริการที่เป็นภารกิจและหน้าที่ของภาครัฐ และตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าในปัจจุบันภาครัฐมีงบประมาณที่จำกัดโดยเฉพาะในด้านงบประมาณรายจ่ายเพื่อการลงทุนสำหรับโครงการต่างๆ มีเป็นจำนวนมาก และงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการใหม่ (Fiscal Space) มีจำกัด จึงจำเป็นต้องหานวัตกรรมด้านการงบประมาณที่ทันสมัยมาใช้ นั่นคือ การให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการให้บริการภาครัฐ โดยยังคงต้องเน้นหลักการมูลค่าทางการเงิน (Value for Money) การถ่ายโอนความเสี่ยงจากรัฐสู่เอกชน (Risk Transfer) และการทำสัญญาระยะยาว (Long term contract) ทั้งนี้ สามารถแบ่งโครงการ PPP ออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

1.โครงการด้านเศรษฐกิจ เช่น ถนน ทางด่วน ซึ่งภาคเอกชนจะเข้ามาให้บริการแทนภาครัฐและจัดเก็บรายได้จากการให้บริการเป็นผลตอบแทน

2.โครงการด้านสังคม เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน ซึ่งภาคเอกชน จะเข้ามาให้บริการภาครัฐโดยได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเป็นผลตอบแทน

องค์ความรู้เรื่อง PPP ในประเทศไทย เริ่มต้นมาจากการประชุมเชิงปฏิบัติการทางวิชาการด้านการงบประมาณ : OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) Asian Senior Budget Officials Meeting ซึ่งประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพร่วมกับ OECD ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา โดยผู้เข้าร่วมประชุมเป็นผู้บริหารจากหน่วยงานด้านการงบประมาณจากประเทศกลุ่มสมาชิก อาทิ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งในการประชุมดังกล่าว ได้มีการยกหัวข้อประโยชน์และผลการดำเนินงานเรื่อง Public and Private Partnership หรือ PPP ขึ้นหารืออย่างต่อเนื่อง ประกอบกับวงเงินงบประมาณมีความจำเป็นต้องใช้สำหรับการดูแลทุกข์สุขของประชาชนในด้านต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับการดำเนินงาน PPP ในต่างประเทศนั้น มีตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้แล้ว ได้แก่ ประเทศออสเตรเลีย ได้ดำเนินโครงการสำคัญๆ เช่น โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษเชื่อมระหว่างเมืองเมลเบิร์นกับเมืองตากอากาศสำคัญ โครงการก่อสร้างถนนและอุโมงค์เข้าสู่ตัวเมืองซิดนีย์ เป็นต้น ซึ่งประเทศไทยสามารถนำแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาลออสเตรเลียมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทยได้

ส่วนในประเทศไทย มีกฎหมายที่ใช้กับการดำเนินงานในรูปแบบ PPP อยู่แล้ว เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 เป็นต้น ประกอบกับกระบวนการที่เอกชนจะร่วมกับรัฐในดำเนินการเรื่องต่างๆ ให้เป็นประโยชน์ในปัจจุบันได้กำหนดไว้ในกฎหมายหลากหลายฉบับ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานทำหน้าที่รับกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อให้นโยบายของภาครัฐในการร่วมมือกับภาคเอกชนเป็นไปอย่างมีเอกภาพ

การดำเนินการในลักษณะ PPP เป็นเรื่องยาก ปัญหาอาจเกิดขึ้นได้ในทุกขั้นตอน จึงจำเป็นต้องมีกลไกระดับชาติเพื่อรองรับในเรื่องนี้ นอกจากนี้ยังเป็นไปได้ว่า การดำเนินงานภายใต้สัญญาระยะยาวอาจจะมีสถานการณ์หรือสภาวะการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้น จึงควรจัดให้มีกลไกระดับชาติขึ้น เพื่อกำหนดกระบวนการที่จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ และประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมากคือ การดูแลกรอบความเสี่ยงทางการคลัง เพื่อไม่ให้เกิดภาระทางการคลังขึ้นกับรัฐโดยไม่ทราบล่วงหน้า

ประโยชน์จากกระบวนการจัดทำโครงการในลักษณะ PPP คือ การจัดให้มีเวทีที่ทุกภาคส่วนในสังคมสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ และช่วยทำให้เกิดแนวคิดและนโยบายใหม่ๆ ตลอดจนโครงการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน นับเป็นการระดมขีดความสามารถของแต่ละภาคส่วนมาใช้เป็นพลังขับเคลื่อนในการพัฒนาประเทศ ที่สำคัญคือ สามารถสร้างมูลค่าที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมจากสภาพคล่องที่มีอยู่ในระบบ และสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทนที่มีอยู่ในประเทศ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Posted By  : t  t
File Under : General

9/1/2008 9:18:33 AM
 
 
 
 
 
แสดงความคิดเห็น (สำหรับสมาชิก)
รายละเอียด * :
รูปภาพ :
หมายเหตุ : สำหรับไฟล์ .pgj เท่านั้น
ชื่อผู้ตอบ * :
 
 
 

t  t
 
>> ความร่วมมือในการลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน PPP
   
 
Copyright © 2008 GTR Training and Seminar Co.,Ltd. All Rights Reserved.
99/1 3rd Fl. Langsuan Rd., Lumpini, Pathumwan, Bangkok 10330 Thailand
Tel  : (66) 2652 1463 - 4  Fax : (66) 2652 1465  Email : info@gtr.co.th